น้ำท่วมสงขลา–หาดใหญ่ ‘โลจิสติกส์ใต้ อัมพาต’

อุทกภัยครั้งใหญ่ในสงขลา–หาดใหญ่ ฉีกระบบขนส่งภาคใต้ตอนล่าง “ขาด–ชะงัก–เสี่ยง” แทบทุกเส้นทาง ทำส่งออกชายแดนมาเลเซียล่าช้า ผู้ประกอบการของสด อุตสาหกรรม ค้าปลีกได้รับผลกระทบถ้วนหน้า “ภาณุ เค้าเปี่ยมจิต” อุปนายกสมาคมโลจิสติกส์ฯ เปิดภาพรวมความเสียหายโลจิสติกส์ประเมินเบื้องต้นหลายร้อยล้าน พร้อมฝากข้อเสนอรัฐยกระดับระบบประเมินน้ำ เตือนภัย ประสานงานกู้ภัย เพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอยในอนาคต.

นายภาณุ เค้าเปี่ยมจิต อุปนายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ ให้สัมภาษณ์กับ ประชาชาติธุรกิจ ถึงภาพรวมผลกระทบ เส้นทางที่หยุดชะงัก มูลค่าความเสียหายที่ประเมินเบื้องต้น รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยากฝากถึงภาครัฐหลังเผชิญเหตุการณ์ครั้งนี้

น้ำท่วมครั้งนี้กระทบหนัก “ขาด–ชะงัก–เสี่ยง” เกือบทุกเส้นทาง.

ภาณุอธิบายว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในรอบนี้กินวงกว้างตั้งแต่จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ลงมาถึงสงขลา และต่อเนื่องเข้าไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะ “หาดใหญ่” ซึ่งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค

“หลายเส้นทางขาด เดินรถไม่ได้ บางเส้นทางแม้ยังพอผ่านได้ แต่ก็เสี่ยงทั้งตัวรถและสินค้า ซึ่งในธุรกิจขนส่งถือว่าเป็นความเสี่ยงสูงมาก”

ภาคใต้ตอนล่างเป็นพื้นที่ที่พึ่งพาการขนส่งทางถนนแทบทั้งหมด การที่ถนนสายหลักและสายรองจำนวนมากไม่สามารถใช้งานได้ จึงส่งผลกระทบตั้งแต่งานส่งออกไปยังชายแดนมาเลเซีย ไปจนถึงระบบส่งสินค้าจากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพฯ

ผู้ประกอบการ “พยายามส่งของให้ได้” แต่บางจุดไปต่อไม่ได้จริง ๆ

เมื่อถามถึงวิธีการแก้ไขเฉพาะหน้าในช่วงที่น้ำยังไม่ลด ภาณุสะท้อนว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พยายามรักษาความต่อเนื่องในการขนส่งเต็มที่

“ด้วยความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณของคนทำโลจิสติกส์คือถ้าไปได้ เราพยายามไปให้ถึง เราฝ่าระดับน้ำที่ยังปลอดภัยได้ เราทำ” อุปนายกสมาคมฯ กล่าว.

แต่ก็ยอมรับว่า มีบางพื้นที่ที่ไม่สามารถผ่านได้จริง ๆ แม้ใช้รถขนาดใหญ่

กรณีเช่นนี้ ผู้ประกอบการต้องสื่อสารกับลูกค้าทั้งต้นทางและปลายทางให้เข้าใจว่าเป็น “สถานการณ์สุดวิสัย” ไม่ใช่เพราะบริษัทขนส่งทำงานล่าช้าหรือไม่รับผิดชอบ

เส้นทางหลักที่ “อัมพาต” การขนส่ง

ภาณุไล่ลำดับเส้นทางที่ได้รับผลกระทบสูงสุดในรอบนี้ ตั้งแต่ชายแดนสะเดาจนถึงหาดใหญ่

  1. ตัวอำเภอสะเดา – น้ำขึ้นสูงในบางช่วง ส่งผลต่อรถบรรทุกจากด่านพรมแดน
  2. แยกไฟแดงตลาดทุ่งลุง – จุดเสี่ยงสูงที่เกิดน้ำท่วมซ้ำ
  3. แยกคลองหวะ – เส้นทางหลักเชื่อมตัวเมืองหาดใหญ่
  4. หน้า ม.หาดใหญ่ – เส้นทางไปสนามบิน – น้ำขึ้นสูงต่อเนื่อง
  5. อำเภอบางกล่ำ – ถนนขาด ถือว่ากระทบหนักที่สุด เพราะเป็นเส้นทางหลักเชื่อมสงขลากับนครศรีธรรมราชและตรัง

เส้นทางเหล่านี้คือ “คอขวด” ของการขนส่งภาคใต้ เมื่ออุดตันเพียงเส้นเดียว ภาพรวมทั้งระบบย่อมชะงักทันที

สินค้าทุกประเภทได้รับผลกระทบ/ของสดกระทบหนักสุด

เมื่อถามว่าสินค้าประเภทใดได้รับผลกระทบมากที่สุด ภาณุตอบชัดเจนว่า “เกือบทุกประเภท”

  • ของสด / อาหารสด – ได้รับผลกระทบหนักสุด เพราะต้องอาศัยความรวดเร็ว
  • สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกไปปีนัง – หลายรายต้อง เลื่อนเรือ หรือเลื่อนกำหนดส่งออก
  • สินค้าอุปโภคในประเทศ – ล่าช้ากันทั้งห่วงโซ่

แม้ยังไม่มีการประเมินตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ “ความเสียหายเกิดขึ้นหมดทุกกลุ่มสินค้า”

คาดยอดความเสียหาย “หลายร้อยล้านบาท” จากการส่งออกสะดุด

เมื่อถามถึงมูลค่าความเสียหายที่ประเมินได้ ณ ตอนนี้ ภาณุระบุว่า แม้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขได้อย่างชัดเจน แต่ประเมินจากการหยุดชะงักของเส้นทางและปริมาณสินค้าที่ต้องชะลอออกจากระบบ

“ภาคโลจิสติกส์ผมคิดว่าน่าจะหลักร้อยล้านแน่นอน เพราะเราชะลอการขนส่งไปหลายวัน หลายเส้นทางขาด รถวิ่งไม่ได้ การส่งออกไปมาเลเซียต้องเลื่อนเป็นจำนวนมาก” ภาณุกล่าว

โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมความเสียหายทางอ้อม เช่น ธุรกิจที่พลาดโอกาส สินค้าบางส่วนที่เสียหายจากการล่าช้า หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของผู้ประกอบการ.

ระบบโลจิสติกส์จะกลับมาปกติเมื่อไหร่?

นายภาณุประเมินว่า การฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์จะเริ่มเดินหน้าได้เมื่อเส้นทางทั้งหมดสามารถผ่านได้ เพราะเมื่อถนนเริ่มเปิด โลจิสติกส์จะทยอยกลับมา 20–30% แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละราย แต่กระบวนการฟื้นตัว ไม่ได้ขึ้นกับรถและคลังสินค้าเท่านั้น เพราะพนักงานขับรถจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบในฐานะผู้ประสบภัยเช่นกัน ต้องดูแลครอบครัวหรือซ่อมแซมบ้านเรือน

“บางครอบครัวพร้อมทำงานได้เร็ว บางครอบครัวยังไม่พร้อม ต้องใช้เวลา แต่ถ้าน้ำลดหมดแล้วประมาณ 1สัปดาห์ ผมเชื่อว่าระบบโลจิสติกส์จะกลับมาเดินหน้าได้” นายภาณุกล่าว

ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งหมด

เมื่อถามว่ามีธุรกิจประเภทใดได้รับผลกระทบมากที่สุด ภาณุตอบอย่างตรงไปตรงมา “โดนกันทุกภาคธุรกิจจริง ๆ ทั้งท่องเที่ยว ภัตตาคาร ร้านอาหาร และภาคขนส่ง ไม่มีใครรอด เหตุการณ์นี้กระทบเป็นวงกว้างมาก”ภาพรวมจึงไม่ได้กระทบเฉพาะ “ผู้ส่งออก” หรือ “เจ้าของรถบรรทุก” แต่กระทบต่อประชาชนทั่วไป และธุรกิจบริการในพื้นที่ทั้งหมด

บทเรียนใหญ่: การประเมินช้า ข่าวสารไม่เร็วพอ

เมื่อถามถึงข้อบกพร่องของระบบโลจิสติกส์และการจัดการในภาพใหญ่ของภาคใต้ ภาณุชี้ว่า ปัญหาใหญ่รอบนี้คือ “ความล่าช้าในการประเมินสถานการณ์จริง” “ถ้ามีการประเมินน้ำและการเตือนภัยที่เร็วและแม่นขึ้น ความเสียหายน่าจะน้อยกว่านี้ ไม่ใช่ไม่เสียหาย แต่เตรียมตัวได้ดีกว่านี้ ”ความล่าช้าในการส่งข้อมูล ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน “ตั้งรับไม่ทัน” ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่สามารถลดทอนได้

ปัญหาใหญ่ด้านการช่วยเหลือ: “ระบบประสานงานยังไม่ดีพอ”

ภาณุเล่าว่า แม้จะมีทีมกู้ภัยจำนวนมากเดินทางมาจากนอกพื้นที่ แต่กลับพบปัญหาอย่างหนักคือ

  • ไม่รู้ตำแหน่งจุดที่ต้องการความช่วยเหลือจริง
  • ไม่มีศูนย์รวมข้อมูลกลาง
  • การจัดทีมและแบ่งเขตรับผิดชอบไม่ชัดเจน

“ทีมกู้ภัยจากต่างจังหวัดมีใจจะช่วยมาก แต่ไม่รู้เส้นทาง ไม่รู้จุดที่ต้องไป การประสานงานยังไม่ดีพอ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม” ภาณุชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ที่ควรแก้ไขก่อนเกิดเหตุซ้ำอีกครั้ง

ข้อเสนอถึงรัฐบาล: “วางแผน–เตรียมการ–รับมือให้เป็นระบบ”

ในฐานะผู้แทนของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ภาคใต้ ภาณุฝากข้อเสนอสำคัญไปยังภาครัฐและท้องถิ่นว่า

  1. ต้องมีการวิเคราะห์บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างจริงจัง
  2. พัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและเตือนภัยให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น
  3. จัดทำศูนย์ประสานงานกลางเวลาวิกฤต ให้หน่วยงานกู้ภัย–เอกชน–ประชาชนเชื่อมต่อกันได้
  4. วางแผนเส้นทางสำรอง สำหรับรถขนส่งในช่วงน้ำท่วม
  5. เตรียมกำลังคนและทรัพยากรที่รองรับการปิดเส้นทางหลายวัน

“เราสู้กับภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่เราวางแผนรับมือได้ ถ้ารัฐวางระบบดี ความเสียหายจะลดลงมาก” เขาย้ำว่า ผู้ประกอบการโลจิสติกส์พร้อมทำงานเต็มที่เสมอ หากภาครัฐสนับสนุนด้านข้อมูลและระบบจัดการที่ดีขึ้น

อ่านต่อได้ที่: https://www.prachachat.net/local-economy/news-1926541