- ซีอีโอ ชี้ผลเลือกตั้งชัด ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล หวังนำไปสู่เสถียรภาพและเอกภาพโดยเร็ว
- หนุนสร้างความเชื่อมั่น สามารถสานต่อนโยบายรัฐให้เกิดความต่อเนื่อง
- แนะให้รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง
- เร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างงานในระยะยาว แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
หลังผลการเลือกตั้งชัดเจนมีเสียงสะท้อนจาก “ผู้นำภาคการเงิน” และบริษัทใหญ่ชั้นนำต่างเห็นตรงกันว่า “เสถียรภาพ-เอกภาพ-ความต่อเนื่องของนโยบาย” เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนประเทศทั้งมิติการเมือง เศรษฐกิจจริง และตลาดทุน โดยหวังว่าการตั้งรัฐบาลเร็ว และเข้มแข็งจะเอื้อการตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญต้องนำไปสู่การปฏิบัติ นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวว่า หลังผลเลือกตั้งชัดเจน
จากเสียงประชาชนที่เลือกแล้ว และมีทิศทางชัดเจนว่าต้องการสนับสนุนพรรคการเมืองใด ความชัดเจนเหล่านี้สะท้อน “ความมีเอกภาพ” ซึ่งนำไปสู่การคาดหวังเชิงบวกว่าไทยจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และจะมีความเข้มแข็งทางการเมือง ทั้งนี้หากมีรัฐบาลได้เร็ว ความแข็งแรง และความเป็นเอกภาพ มีความมั่นคง และไม่ต้องกังวลปัจจัยการเมืองมากเกินไปจะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่มีแนวนโยบายที่ดี แต่ต้องนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผล สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นคือ ควรใช้ทรัพยากรช่วยประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อน โดยไม่ควรใช้ทรัพยากรแบบสูญเปล่าหรือใช้แล้วหมดไป แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพราะช่วยการจ้างงานระดับภูมิภาค ทำให้ผู้เดือดร้อนมีงานทำและท้ายที่สุดประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้เปล่า
“ เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนชัดเจนมากพอที่จะทำให้ตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้เร็ว โดยอาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานหรือต้องคำนึงปัจจัยการรวมกลุ่มจากหลายขั้วเหมือนอดีต ซึ่งความชัดเจนของจำนวนเสียงจะเป็นรากฐานสำคัญทำให้รัฐบาลแข็งแรง”
รวมทั้งสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่คำนึงเป็นพิเศษ คือ ความสามารถทำให้นโยบายเกิดขึ้นได้จริง โดยไทยไม่ขาดแนวคิดหรือนโยบายที่ดี แต่ความไม่ต่อเนื่อง และปัญหาการเมืองที่มากเกินไปทำให้แนวคิดดีปฏิบัติไม่เกิดผล ดังนั้นรัฐบาลที่มีเสียงส่วนใหญ่ และมีเอกภาพควรกล้าที่จะลงมือทำนโยบายให้ประชาชน และประเทศได้ประโยชน์แท้จริง
- จุดเริ่มต้นเรียกความเชื่อมั้นคืนสู่ ศก.ไทย
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หลังผลการเลือกตั้งชัดเจนแม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป็นหัวใจสำคัญที่เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย ซึ่งกระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินไปจนทราบผลชัดเจนเป็นปัจจัยบวกทำให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้เสถียรภาพที่เกิดจากกระบวนการนี้จะส่งผลให้นโยบายมีความต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนผ่านหรือเริ่มต้นใหม่เชิงการบริหาร แต่ทิศทางหลักที่วางรากฐานไว้ยังได้รับการขับเคลื่อนต่อ สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญจากนี้คือ ความต่อเนื่องของนโยบายระดับสากล เพราะปี 2569 มีความสำคัญยิ่งโดยเฉพาะเดือนก.ย.- ต.ค.2569 จะมีงานระดับโลกในไทยที่ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าภารกิจนี้จะต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิมดำเนินการไว้ รวมถึงการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลชุดก่อนสร้างโมเมนตัมที่เข้มแข็ง ซึ่งหวังว่าจะทำให้กาลปัจจุบันได้รับผลลัพธ์เต็มที่ และโฟกัสที่เป้าหมายหลักได้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้องการเห็นต่อเนื่องจากข้อเสนอคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจรุดหน้าได้เร็วภายใต้สภาพแวดล้อมที่เข้าใจตรงกัน
“เสถียรภาพ และความมั่นใจเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการแก้ไขปัญหาระดับลึก เมื่อระบบมีเสถียรภาพ และความเชื่อมั่นกลับคืนแล้วจะเป็นโอกาสดีในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาที่จำเป็นเพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ดำเนินการตรงจุด และยั่งยืน เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่งระยะยาว”
- “ภาคธุรกิจ” หวังเห็นความต่อเนื่องนโยบาย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า เมื่อผลการเลือกตั้งชัดเจนในเชิงนโยบายทั้งภาคตลาดทุน และภาคเอกชนมองเห็นเป็นทิศทางเดียวกันว่า นโยบายก่อนหน้านี้จะได้รับการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่น ทั้งจากนโยบายช่วงหาเสียงหรือการดำเนินการช่วงรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การขับเคลื่อนของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงัก แต่จะขับเคลื่อนต่อเพื่อวางรากฐานสู่อนาคต สำหรับทิศทางตลาดทุนนั้นหลายนโยบายยิ่งชัดเจนขึ้น ทั้งการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่การรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด การผลักดันแผนพัฒนาตลาดทุน เช่น นโยบายจาก BOI to IPO ที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศระยะยาว หรือมิติการค้าระหว่างประเทศที่จะเห็นการผลักดันต่อเนื่องเกี่ยวกับการเปิดประเทศ การเปิดเสรีการค้าผลักดันตลาดไทยสู่ตลาดใหม่ เช่น อินเดีย รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ และสิทธิของไทยในเวทีโลก
“การที่พรรคแกนนำมีเสียงถึง 195 เสียง เป็นปัจจัยบวกมากเมื่อเทียบอดีตที่มีเพียง 120-130 เสียง ทำให้การบริหารจัดการราบรื่นขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงหลักจะอยู่ในความดูแลของพรรคแกนนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดทุนคาดหวังมาตลอด เพราะเสถียรภาพการเมืองนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายที่ดีแบบไม่เกิดเสียงแตก ผลจากความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นที่ดีขึ้นจาก 1,000 จุด มาที่ 1,350 จุด”
- “ดับบลิวเอชเอ” ลบภาพ “คนป่วยเอเชีย”
น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองหลังจบการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 มีความคาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้มาก เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ต่อเนื่อง และเห็นปัญหามาแล้ว โดยเฉพาะการได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยงานเศรษฐกิจ และการทูตจะช่วยสื่อสารกับทั่วโลกและแก้ปัญหาตรงจุด น.ส.จรีพร กล่าวถึงกรณีที่มีการพูดถึงไทยว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” (Sick Man of Asia) ว่า ประเด็นนี้มีการพูดกันมานานหลายปีแล้ว แต่ตนยังคงมองเห็นจุดดีของประเทศเสมอ ดังนั้น หากประเทศไทยไม่มีข้อดี ตนคงไม่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้มหาศาลขนาดนี้ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท และเติบโตขึ้นกว่า 60% แนะแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง และหนี้สิน ด้านการเมือง ส่วนตัวมีความยินดีที่เห็นแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดคือ “ความต่อเนื่องของนโยบาย” โดยตนอยากเห็นรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี เพื่อให้การวางนโยบายต่างๆ ไม่ชะงัก
“ฝากถึงการจัดสรรคณะรัฐมนตรีว่า ควรเน้นคนที่มีความรู้ ความสามารถจริง เป็น ‘ตัวจริงเสียงจริง’ และที่สำคัญต้องเป็นคนดี ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อดึงศักยภาพของประเทศกลับมาโดดเด่นในเวทีโลกอีกครั้ง
สำหรับสิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทันทีคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการปลดล็อกหนี้ครัวเรือน และหนี้ SME ที่ทำให้ระบบการเงินติดขัด รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์) เพื่อไม่ให้กระทบต่อการท่องเที่ยว และการส่งออก นอกจากนี้ ยังเสนอให้มี “Regulatory Guillotine” หรือการตัดกฎหมายที่ล้าสมัย และซ้ำซ้อนทิ้ง ลดขนาดภาคราชการที่เทอะทะ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรุกพลังงานสะอาด และขยายฐานในเวียดนาม น.ส.จรีพร กล่าวถึงแผนด้านพลังงานว่า ต้องการเห็นความชัดเจนของนโยบาย Green อาทิ เร่งร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP), โครงการ Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ เกิดขึ้นโดยเร็ว
รวมทั้งการปรับปรุงสายส่งรองรับพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC พร้อมเสนอเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นคำตอบพลังงานสะอาดที่มั่นคงสำหรับ Data Center และ AI ในอนาคต
“เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ GDP ของไทยปีนี้โตเกิน 2% หากเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพก็หวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายเพื่อขยับขึ้นเป็น 3-5% ในปีต่อ ๆ ไป เพื่อพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ และถือเป็น KPI ของรัฐบาลด้วย” น.ส.จรีพร กล่าว
อ่านต่อได้ที่: https://www.bangkokbiznews.com/finance/1220537

