เหล่าผู้มีอำนาจในอิหร่านกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์ให้คำจำกัดความว่า “บททดสอบของการดำรงอยู่” หลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าหนทางยุติปัญหาหรือการลดความเสี่ยงให้ต่ำลงจะเป็นเช่นไร
6 เดือนหลังความขัดแย้ง 12 วันในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการร่วม ด้วยการโจมตีเป้าหมายของรัฐบาลและกองทัพในอิหร่าน กองทัพอิสราเอลระบุว่าอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้ใส่อิสราเอล ขณะเดียวกันยังมีรายงานการโจมตีที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของอิหร่านในนครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กรุงโดฮาของประเทศกาตาร์ ไปจนถึงประเทศบาห์เรน และประเทศคูเวต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ หรือเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาค
เหตุใดต้องโจมตีอิหร่านตอนนี้
สำหรับ เอลลี เกรานมาเยห์ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายของสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งยุโรป หรือ อีซีเอฟอาร์ (European Council on Foreign Relations – ECFR) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองที่ศึกษาวิจัยครอบคลุมทั่วยุโรป ชี้ว่าจังหวะเวลาและกรอบการนำเสนอปฏิบัติการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้นั้น แทบไม่มีความกำกวมใด ๆ เกี่ยวกับเป้าประสงค์ทางการเมืองของปฏิบัติการดังกล่าว “การประกาศของทรัมป์ต่อยุทธศาสตร์การปฏิบัติการไม่เหลือข้อสงสัยใด ๆ ว่าเป้าหมายสุดท้ายของเขาคืออะไร อย่างน้อยที่สุดก็เป้าหมายในตอนนี้ก็คือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า “เขาไม่ได้เปิดทางเลือกใด ๆ ให้ผู้นำอิหร่าน นอกจากการยอมจำนน” ในวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) ของเขา ทรัมป์เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านยอมจำนน มิฉะนั้นจะต้อง “เผชิญกับความตายอย่างแน่นอน” เขายังกล่าวด้วยว่า ชาวอิหร่านมี “โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน” ที่จะ “ยึดอำนาจรัฐบาลของคุณ”
เอลลีอธิบายว่าการโจมตีครั้งนี้มีขอบเขตกว้างขวางที่เป็นประวัติการณ์ โดยกล่าวว่า “นี่คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้เปิดประตูไปสู่ความโกลาหลในภูมิภาคแล้ว เนื่องจากอิหร่านกำลังเปิดฉากโต้กลับในวงกว้างแล้วเช่นเดียวกัน” เอช. เอ. เฮลลิเยอร์ นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันรอยัล ยูไนเต็ด เซอร์วิสเซส หรือ อาร์ยูเอสไอ (Royal United Services Institute – RUSI) ซึ่งเป็นคลังสมองด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ “การโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตัว” “สิ่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระบวนการเจรจา ที่ผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคถูกใช้โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นฉากบังหน้าสำหรับปฏิบัติการที่วางแผนไว้ล่วงหน้า” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ไม่มีหลักฐานที่ระบุว่าอิหร่านกำลังจะโจมตี ซึ่งจะใช้เป็นเหตุผลรองรับการเปิดฉากโจมตีก่อนของอิสราเอลและสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการโจมตี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ระบุว่า การเจรจากำลังใกล้บรรลุความคืบหน้า “ข้อตกลงสันติภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อม หากเราเปิดพื้นที่ให้การทูตได้ทำงานตามที่ควรจะเป็น” บัดร์ อัลบูไซดี กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ หลังเกิดเหตุโจมตี เขาเขียนข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า รู้สึก “ผิดหวังอย่างยิ่ง” และระบุว่า “การเจรจาที่จริงจังและมีความหมายถูกบ่อนทำลายอีกครั้ง” “ทั้งผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และเป้าหมายของสันติภาพโลก ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้” เขากล่าว“และผมภาวนาให้ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องทุกข์ทรมาน ผมขอวิงวอนให้สหรัฐฯ อย่าเข้าไปพัวพันมากกว่านี้ นี่ไม่ใช่สงครามของคุณ” เขากล่าวเสริม
ตรรกะการเอาตัวรอดของรัฐบาลเตหะราน
ขอบเขตและเป้าหมายที่ประกาศไว้อย่างชัดเจนของปฏิบัติการครั้งนี้ ได้ผลักดันชนชั้นผู้ปกครองของอิหร่านเข้าสู่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็น “โหมดเอาตัวรอด” “นี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายสำหรับผู้นำสาธารณรัฐอิสลาม” เกรานมาเยห์ กล่าว “ทั้งจุดยืนเรื่องความมั่นคงและอุดมการณ์ของพวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่ยืดเยื้อกับสหรัฐฯ และอิสราเอล” อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุในแถลงการณ์ ว่า รัฐบาลอิหร่านจะใช้ “ขีดความสามารถด้านการป้องกันและทางทหารทั้งหมดภายใต้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง” เพื่อปกป้องบูรณภาพของประเทศ เกรานมาเยห์เชื่อว่า ขณะนี้ รัฐบาลอิหร่านมองว่า “การยกระดับความขัดแย้งสูงสุด” เป็นเรื่องของความอยู่รอด มากกว่าจะเป็นเครื่องมือในการต่อรอง เฮลลิเยอร์เห็นพ้องในประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า การตอบโต้ที่รวดเร็วของอิหร่าน “สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลอิหร่าน มองภัยคุกคามครั้งนี้อย่างจริงจังมากแค่ไหน” “ความรวดเร็วและการประสานงานบ่งชี้ว่ามีการมอบอำนาจล่วงหน้าไว้แล้ว และเป็นการตอบโต้เต็มกำลังในทันที” เขากล่าว
เกรานมาเยห์ ชี้ว่า การตอบโต้ที่รวดเร็วมีเป้าหมาย 2 ประการคือ “แสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ในการทำตามคำมั่นสัญญาว่าจะทำให้สงครามใด ๆ ที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มต้น ขยายวงไปทั่วภูมิภาค และใช้ศักยภาพที่พวกเขามีก่อนที่จะสูญเสียไปในสงครามครั้งนี้” “รัฐบาลอิหร่าน ต้องการเพิ่มต้นทุนให้กับสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรวดเร็ว [โดยหวังว่าจะบีบให้] ทั้งสองฝ่ายถอย ก่อนที่ระบอบการปกครองจะถูกสั่นคลอนจากภายในประเทศ” เธอกล่าว ซานัม วาคิล ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แห่งสถาบันคลังสมองแชทแธม เฮาส์ (Chatham House) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของสหราชอาณาจักร เห็นพ้องกับมุมมองดังกล่าว เธอระบุว่า ขณะที่สาธารณรัฐอิสลามกำลังต่อสู้ “เพื่อความอยู่รอด” และ “หนทางเดียวที่พวกเขาจะอยู่รอดได้… คือการส่งออกสงครามครั้งนี้ไปทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศเกิดความไม่มั่นคง และทำให้สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั่วทั้งตะวันออกกลาง” เกรานมาเยห์ยังเตือนว่าพันธมิตรในภูมิภาคที่อยู่ในแนวร่วมกับอิหร่าน หรือที่ถูกเรียกว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) อาจเริ่มระดมกำลัง
แม้จะเผชิญความสูญเสียมาก่อนหน้านี้ โดยพวกเขาจะขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกว่ากำลังเดิมพันกับความอยู่รอดเช่นกัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งหลายแนวรบพร้อมกัน ยิ่งปฏิบัติการยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคจะถูกระดมใช้งานมากขึ้น ซึ่งจะ “ขยายทั้งพื้นที่และระยะเวลาของความขัดแย้ง” แดนนี ซิทรินโนวิช นักวิจัยอาวุโสด้านอิหร่านแห่งสถาบันเพื่อการศึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ไอเอ็นเอสเอส ( Institute for National Security Studies – INSS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านความมั่นคงของอิสราเอล เขียนไว้ในบทวิเคราะห์ของแอตแลนติค เคาน์ซิล (Atlantic Council) โดยเขาเคยรับราชการในหน่วยข่าวกรองกลาโหมของอิสราเอลเป็นเวลา 25 ปี ซิทรินโนวิชให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลเลือกโจมตีในเวลานี้ ภายใต้สมมติฐานว่าระบอบการปกครองของอิหร่าน “อ่อนแอและเปราะบาง” ทั้งสองประเทศเชื่อว่าปฏิบัติการร่วมขนาดใหญ่และเข้มข้นระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ อาจสร้างความสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญต่ออิหร่าน และอาจถึงขั้นจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทว่า หากการประเมินดังกล่าวผิดพลาด ผลที่ตามมาอาจร้ายแรงมาก “อะไรคือเงื่อนไขของชัยชนะ และจะยุติปฏิบัติการเช่นนี้ลงแบบใด คำถามเหล่านี้ยิ่งสำคัญเพราะปฏิบัติการครั้งนี้ไม่น่าจะบีบให้ระบอบอิหร่านยอมจำนน หรือเข้าสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในอนาคต ส่วนเส้นทางการทูต ณ เวลานี้ ก็ดูไม่น่าเป็นไปได้” เขากล่าว “นี่คือการเผชิญหน้าแบบ ‘ได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด’ (all or nothing) และด้วยเหตุนี้ ระดับความเสี่ยงจึงสูงกว่าปฏิบัติการทางทหาร 12 วัน ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างมาก” เขากล่าวเสริม
ความขัดแย้งนี้จะจบลงอย่างไร
อ่านต่อได้ที่: https://www.bbc.com/thai/articles/ckg2l41z4vgo

