องค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA รายงานแนวโน้มพลังงานโลก (WEO) ประจำปี 2025 โดยผ่อนปรนท่าทีเกี่ยวกับดีมานด์น้ำมัน ซึ่งเคยคาดว่ากำลังจะถึงจุดพีคสุดในเร็ว ๆ นี้ และคาดการณ์ใหม่ว่า การบริโภคน้ำมันจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึง 2050 องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) เผยแพร่รายงานแนวโน้มพลังงานโลก (World Energy Outlook : WEO) ฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025 โดยคาดการณ์ว่า การบริโภคน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 13% ภายในปี 2050 ขึ้นอยู่กับอัตราการซื้อรถอีวี (รถพลังงานไฟฟ้า) ที่มีแนวโน้มเติบโตช้าลง แตกต่างจากการคาดการณ์ในปี 2024 ซึ่งคาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมัน จะมีแนวโน้มเท่าเดิมหรือลดลงในทศวรรษนี้
IEA เริ่มจัดทำรายงานการคาดการณ์ในปี 1974 หลังวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973 ซึ่งกลุ่มโอเปก (OPEC) ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังกลุ่มประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล อาทิ แคนาดา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐ หลังจากนั้น การคาดการณ์ของ IEA ถูกใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวางแผนนโยบายและการลงทุนสำหรับรัฐบาลและบริษัทพลังงานทั่วโลก
รายงานฉบับล่าสุด ปี 2025 แบ่งความเป็นไปได้ในอนาคต เป็น 2 แนวทาง ดังนี้
- ความเป็นไปได้ตามนโยบายปัจจุบัน (Current Policies Scenario : CPS).
- ความเป็นไปได้ตามนโยบายประกาศจริง (Stated Policies Scenario : STEPS).
‘ความเป็นไปได้ตามนโยบายปัจจุบัน’ (Current Policies Scenario : CPS) เป็นแนวโน้มว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานใด ๆ นอกเหนือไปจากที่มีอยู่เดิม กลับมาพิจารณาอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่า การบริโภคน้ำมันจะเพิ่มขึ้นจาก ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 113 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2050 หรือเพิ่มขึ้น 13% ขึ้นอยู่กับอัตราการซื้อรถอีวีเติบโตช้าลง
ความเป็นไปได้แบบ CPS ไม่ได้นำมาใช้ในการพิจารณากว่า 5 ปี จากความผันผวนในตลาดพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของนโยบาย ในช่วงโควิด-19 กลับมาพิจารณาอีกครั้งในปี 2025 ถือเป็นการประเมินมูลค่าแนวโน้มระยะยาวของน้ำมันครั้งใหม่ และเปลี่ยนแปลงทิศทางของ IEA อีกทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและโจมตีแหล่งพลังงานหมุนเวียน ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน IEA เคยระบุว่า จำเป็นต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใหม่ แต่ถูก ส.ส.พรรครีพับลิกันวิพากษ์วิจารณ์ว่า การลงทุนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และจะลดงบประมาณสนับสนุนหน่วยงาน รายงานยังระบุถึง ‘ความเป็นไปได้ตามนโยบายประกาศจริง’ (Stated Policies Scenario : STEPS) ซึ่งสร้างขึ้นจากมุมมองเชิงนโยบายที่กว้างกว่า CPS โดยคำนึงถึงนโยบายที่ได้รับการนำเสนออย่างเป็นทางการแต่ยังไม่ได้รับการรับรอง และยังเป็นมุมมองที่คล่องตัวกว่า ในด้านเทคโนโลยีพลังงานและแนวโน้มตลาด ช่วยให้สามารถนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ ได้รวดเร็วกว่า CPS เล็กน้อย โดย STEPS คาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันจะอยู่ในจุดพีค ราวปี 2030 และการบริโภคน้ำมันจะอยู่ที่ 96.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2050 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 93.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน.
อย่างไรก็ดี รายงานไม่ได้จัดลำดับความสำคัญว่า แนวทางใดมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นมากกว่ากัน.
รายงานล่าสุดของ IEA สอดคล้องกับแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมพลังงานในขณะนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่กินเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยในเดือนกันยายน BP ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานขนาดใหญ่ของโลก เลื่อนการคาดการณ์ที่เคยระบุว่า การบริโภคน้ำมันอาจถึงจุดสูงสุดเร็วที่สุดภายในปีนี้ออกไป และกล่าวว่า ความต้องการน้ำมันจะยังคงเติบโตต่อไปในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ โดยคาดการณ์ว่า การบริโภคน้ำมันจะสูงถึง 103.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในอีก 5 ปีข้างหน้า การวิเคราะห์ล่าสุดนี้ อาจเป็นข้อมูลที่ทำให้เหล่าผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศ ที่มาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 หรือ COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-21 พฤศจิกายน ต้องคิดหนัก เนื่องจากแนวโน้มแบบ CPS ขัดแย้งกับเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเจรจาอยู่.
สองโมเดล ปรับตามสัดส่วน EV
จากรายงาน IEA ระบุความเป็นไปได้แบบ CPS คาดว่า ปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 113 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2050 เนื่องจาก สัดส่วนของรถอีวีในยอดขายรถยนต์ทั่วโลกจะคงที่ ตั้งแต่ปี 2035 เป็นต้นไป ขณะที่ ความเป็นไปได้แบบ STEPS คาดว่า สัดส่วนของยอดขายรถอีวี จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2030 และเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในอีก 5 ปีต่อมา อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้แบบ CPS ฉุดรั้งการเติบโตของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติมีทิศทางที่แข็งแกร่งขึ้น ความเป็นไปได้ทั้ง 2 เส้นทาง ก่อให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างกันต่อตลาดและราคาน้ำมันโลก สำหรับ CPS ดีมานด์ที่สูงขึ้นจะช่วยดูดซับดีมานด์ส่วนเกินของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเป็น ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,900 บาท) ในปี 2035 แต่เพื่อที่จะตอบสนองต่อดีมานด์ดังกล่าว จะต้องอาศัยโครงการใหม่ ๆ ซึ่งสามารถผลิตน้ำมันได้ราว 25 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอาจต้องนำมาจากซัพพลายเออร์ที่กำลังถูกคว่ำบาตรอยู่ในปัจจุบัน. การประเมินใหม่ของ IEA ได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปก ซึ่งที่ผ่านมา โจมตี IEA ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและกล่าวหาว่า ส่งเสริม ‘เรื่องเล่าต่อต้านน้ำมัน’ เนื่องจากโอเปก ซึ่งซาอุดีอาระเบียมีบทบาทเป็นผู้นำโดยพฤตินัย คาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันจะยังคงขยายตัวต่อไปจนถึงปี 2050 สำนักเลขาธิการโอเปกประจำกรุงเวียนนา ระบุบนเว็บไซต์ว่า ข้ออ้างอันอาจหาญของ IEA ฉบับก่อนหน้า ขัดแย้งกับความเป็นจริง การที่ IEA เคยคาดการณ์แนวโน้มว่า จุดพีคของน้ำมันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเพียงสโลแกนเท่านั้น
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหาร IEA ระบุว่า เหตุผลหลักที่จัดทำความเป็นไปได้ใหม่ 2 รูปแบบนี้ เกิดจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น ในบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และพลังงาน และไม่ว่าแนวโน้มใดจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ในท้ายที่สุดโลกก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย ตั้งแต่การคว่ำบาตรน้ำมัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับซัพพลายก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย และความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า
“ความมั่นคงด้านพลังงานทั่วโลก กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่หลากหลาย ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” บิโรลกล่าว.
ทั้งสองทางเลือกบ่งบอกถึงระดับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นักวิทยาศาสตร์มองว่า เป็นอันตรายอย่างยิ่ง.
อ่านต่อได้ที่: https://www.prachachat.net/world-news/news-1919778

