เศรษฐกิจแย่แค่ไหน ก๋วยเตี๋ยวแพงแค่ไหน แต่ถ้าเดินเข้าไปในร้านขายอาหารสัตว์ จะเห็นว่าคนไทยยัง “เปย์” ให้เพื่อนสี่ขาแบบไม่คิดมาก และนี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่คิดเอาเอง แต่มีตัวเลขเศรษฐกิจรองรับ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ttb analytics ประเมินว่าในปี 2569 นี้ ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยจะแตะระดับ 100,000 ล้านบาท และที่น่าสนใจคือ เจ้าของที่เลี้ยงสัตว์แบบ “ลูก” ยอมจ่ายเฉลี่ยปีละ 41,100 บาทต่อตัว มากกว่าคนที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระถึง 5 เท่า (เลี้ยงแบบปล่อย จ่ายแค่ราว 7,745 บาท/ปี)
ฟากธนาคารไทยพาณิชย์ อ้างอิงข้อมูล CMMU ก็ฉายภาพเดียวกัน ว่า ตลาดนี้โตเฉลี่ยปีละ 13.2% จาก 33,000 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 92,000 ล้านบาทในปี 2568 และจะทะลุ 1.01 แสนล้านบาทในปีนี้ เฉลี่ยแล้วคนไทยทุ่มเงินดูแลสัตว์เลี้ยงสูงถึง 50,500 บาทต่อตัวต่อปี
ทำไมถึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือคนไทยจำนวนมากไม่ได้เลี้ยงสัตว์เพื่อความสนุกอีกต่อไป แต่เลี้ยงเพื่อ “ทดแทน” สิ่งที่ชีวิตยุคนี้ให้ไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก The 1 Insight ที่ระบุว่า 65% ของคนเลี้ยงสัตว์มองสัตว์เลี้ยงเป็นลูกหรือสมาชิกครอบครัว อีก 33% เลี้ยงเพื่อคลายเหงา สวนทางกับอัตราเด็กเกิดใหม่ของไทยที่ต่ำลงทุกปี โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองที่คนอยู่คนเดียวเยอะขึ้นเรื่อยๆ ค่าเลี้ยงลูกที่แพงขึ้นทุกปีถูกเปลี่ยนทิศไปเป็นค่าเลี้ยงหมาแมวแทน
ตัวเลขที่ตอกย้ำเรื่องนี้ชัดที่สุดคือปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 4.1 แสนคน ต่ำที่สุดในรอบ 76 ปี สวนทางกับจำนวนสัตว์เลี้ยงมีเจ้าของที่โตขึ้น 6% แตะ 5.38 ล้านตัวในปีเดียวกัน นี่คือปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเรียกว่า “Treatonomics” การยอมทุ่มเงินก้อนเล็กๆ เพื่อซื้อความสุขและเยียวยาใจ ในวันที่เป้าหมายใหญ่ของชีวิตอย่างบ้าน ครอบครัว หรือการเลื่อนตำแหน่ง ดูไกลเกินเอื้อม นักวิเคราะห์จาก Kantar ยังเปรียบว่านี่คือ Lipstick Effect เวอร์ชันใส่สเตียรอยด์ คนยอมตัดค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ตัดงบวันเกิดให้น้องหมาน้องแมว เพราะพอกลับถึงบ้าน ต่อให้วันนี้งานหนักแค่ไหน ก็ยังมีเพื่อนสี่ขารอฮีลใจอยู่เสมอ
ที่น่าจับตาคือ “แมว” กำลังแซงหน้า “หมา” ในสมรภูมินี้ ยอดขายสินค้าสำหรับแมวคิดเป็น 63% ของยอดขายสินค้าสัตว์เลี้ยงทั้งหมด และตลาดคนเลี้ยงแมวในปี 2568 โตถึง 32.1% ต่อปี แซงหน้าตลาดคนเลี้ยงหมาไปแล้ว จนเกิดระบบนิเวศใหม่รอบตัวแมว ตั้งแต่พี่เลี้ยงแมวมืออาชีพ โรงแรมแมวแบบเปิดไร้กรง ไปจนถึงห้องน้ำแมวอัตโนมัติและน้ำพุอัจฉริยะ ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ก็โตแรงไม่แพ้กัน คาดแตะ 8,450 ล้านบาทในปี 2568 โต 17% จากปีก่อน สำหรับสาย Gen Z เรื่องนี้ยิ่งชัด เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายกับสัตว์เลี้ยงโตเร็วที่สุดในทุกเจเนอเรชัน สูงถึง 46% สะท้อนว่ายิ่งไม่มีภาระผูกพันแบบครอบครัวดั้งเดิม เงินก็ยิ่งไหลไปทางนี้เต็มที่
มองในมุมนักลงทุน บทวิเคราะห์จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่านี่คือเทรนด์ที่ “ทนเศรษฐกิจถดถอย” ได้จริง เพราะเป็นรายจ่ายที่คนยอมตัดทุกอย่างก่อน ยกเว้นค่าเลี้ยงสัตว์ และถ้าดูให้ลึกลงไปที่ตัวรายจ่ายจริงๆ จะเห็นว่ากระเป๋าเงินของ Pet Parent ไหลไปทางไหนบ้าง อาหาร คือ ด่านแรกที่คนยอมจ่ายแพงขึ้นแบบไม่ลังเล จากอาหารเม็ดธรรมดาขยับไปเป็นอาหารสดปรุงเอง (Fresh & Raw Food) ที่โตเฉลี่ยปีละ 40% บางแบรนด์ตั้งราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 1,500-3,500 บาท หรือให้สัตวแพทย์ปรับสูตรเฉพาะตัว คิดค่าบริการ 2,000-5,000 บาทต่อเดือนต่อตัว ฝั่งการรักษาพยาบาลก็เปลี่ยนจาก “คลินิกทั่วไป” ไปสู่ “การรักษาเฉพาะทาง” ตลาดคลินิกสัตว์ไทยมีมูลค่ารวมราว 9,000 ล้านบาท และบริการที่กำลังมาแรงคือทันตกรรมสัตว์ คลินิกเฉพาะแมว ไปจนถึงศูนย์กายภาพบำบัดสัตว์สูงวัย โดยกลุ่มรักษามะเร็งและโรคผิวหนังในสัตว์เลี้ยงโตสูงถึง 20% ต่อปี โรงพยาบาลสัตว์รายใหญ่บางแห่งอย่างทองหล่อ มีรายได้รวมทะลุ 1,313 ล้านบาทในปี 2567
ส่วนธุรกิจที่น่าจับตาที่สุดในสายตานักลงทุน อาจไม่ใช่ตัวที่โตแรงที่สุด แต่คือตัวที่ยัง “โตไม่ทัน” ความต้องการ นั่นคือ ประกันภัยสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันตลาดนี้ในไทยมีมูลค่าต่ำกว่า 200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.2% ของตลาดสัตว์เลี้ยงทั้งหมด เล็กมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทั้งที่ความต้องการมีจริง เพราะสัตว์เลี้ยงเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุได้ไม่ต่างจากคน แต่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลพื้นฐานเหมือนคน ทำให้ค่ารักษาต่อครั้งที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนสูงลิ่ว กรมธรรม์ที่ขายอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่ครอบคลุมค่ารักษาจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย ความรับผิดต่อบุคคลที่สามหากสัตว์เลี้ยงไปทำความเสียหายให้ผู้อื่น รวมถึงค่าทำศพ ttb analytics คาดว่าตลาดนี้จะโตเฉลี่ยปีละ 15-20% แม้ตอนนี้ยังเล็ก เพราะแผนความคุ้มครองยังไม่ตอบโจทย์และข้อมูลพื้นฐานสัตว์เลี้ยงในระบบยังไม่สมบูรณ์พอให้บริษัทประกันตั้งเบี้ยได้แม่นยำ นี่จึงเป็นช่องว่างตลาดที่รอผู้เล่นรายใหม่เข้ามาปลดล็อก
นอกจากนี้ยังมีอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกระดับโลก และอสังหาริมทรัพย์แนวคอนโดที่เริ่มออกแบบพื้นที่รับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เป็นอีกสองธุรกิจที่ได้อานิสงส์เต็มๆ จากคลื่น Pet Parent ลูกนี้ สรุปง่ายๆ ในวันที่คนไทยเหงาขึ้น มีลูกน้อยลง แต่ยังอยากมีใครสักคน (หรือสักตัว) รอที่บ้าน เงินก้อนนี้จะไม่หายไปไหน มีแต่จะโตขึ้นเรื่อยๆ
อ่านต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2943259
และข้อมูลจาก: ttb analytics, ธนาคารไทยพาณิชย์ ,CMMU, The 1 Insight x CRC VoiceShare, Kasikorn Research, Kantar, Bnomics ธนาคารกรุงเทพ

